Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘บทสัมภาษณ์’ Category

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา แถลงข่าวการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” ระหว่างวันที่ 6 – 15 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา

03

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://science.mahidol.ac.th/th/activity/jun60-22.php

Advertisements

Read Full Post »

01วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ดร.ณัฐกรณ์ ผิวชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ รายการ I AM ฉัน (จะ) เป็น ซึ่งเป็นรายการแนะแนวการศึกษา และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักและเข้าใจเบื้องลึกของสายอาชีพต่าง ๆ โดยในตอนนี้มีชื่อว่า I AM ฉัน (จะ) เป็นอาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่ง ดร.ณัฐกรณ์ จะได้ตอบคำถามในประเด็นที่น่าสนใจต่าง ๆ อาทิ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร เสน่ห์ และความท้าทายของอาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัย รวมถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่น่าสนใจนี้ รายการจะออกอากาศในวันอาทิตย์ เวลา 14.30 – 15.00 น. ทางช่องโทรทัศน์ ทรูปลูกปัญญา แชนแนล (True vision 9) เดือนสิงหาคมนี้

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sc.mahidol.ac.th/tha/news/activity/2557/feb57-17-1.htm

Read Full Post »

วันที่ 28 มีนาคม 2556 ณ ห้องปฏิบัติการ K414 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เกี่ยวกับการรับ ด.ช.ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี เด็กอัจฉริยะวัย 10 ขวบ เข้าศึกษาทดลองการทำวิจัยในห้องปฏิบัติการของ รองศาสตราจารย์ ดร.จิรันดร ยูวะนิยม ภาควิชาชีวเคมี ภายใต้การดูแลของ ดร.วรพจน์ อุณอนันต์

ศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ใจ กล่าวถึงงานวิจัยที่น้องธนัชได้ทดลองทำว่า “เนื่องจากน้องธนัชมีอายุน้อย มีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำอะไรที่ต้องใช้ทักษะทางกำลังเกินตัว จึงประเมินว่าอาจมีบางขั้นตอนที่น้องยังทำไม่ได้ แต่จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแล ซึ่งงานวิจัยที่ทำอยู่จะต้องไม่เป็นอันตราย และเกินกำลัง ของน้อง” ออกอากาศในวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556 เวลา 06.00-09.05 น.

ขอเชิญรับชมได้จากลิงค์นี้ http://www.2poto.com/component/option,com_community/Itemid,278/groupid,55/task,video/userid,133/videoid,17425/view,videos/

Untitled-1

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sc.mahidol.ac.th/tha/news/activity/2556/mar56-28.htm

Read Full Post »

จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม 2552

อยู่เมืองนอกก็ ‘รักเมืองไทย’
‘ศ.ดร.นงนุช ตันไพจิตร’ บนวิถีชีวิต ‘นักวิทยาศาสตร์’

บุคคลซึ่งเป็นคลังสมองของการพัฒนาประเทศแต่ละสาขานั้น ประเทศไทยเราก็มีจำนวนมาก และแม้ส่วนหนึ่งจะไปอยู่ในต่างประเทศ แต่เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วก็มักจะกลับมาช่วยเหลือประเทศชาติแดน มาตุภูมิของตนเอง ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ก็รวมถึง “ศ.ดร.นงนุช ตันไพจิตร” คนนี้…..

ศ.ดร.นงนุช ตันไพจิตร เป็นนักวิทยาศาสตร์อาวุโส ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสถาบันโรงพยาบาลวิจัยออตตาวา แห่ง มหาวิทยาลัยออตตาวา ซึ่ง ศ.ดร.นงนุชเล่าถึงชีวิตว่า เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด การศึกษาเบื้องต้นเรียนที่โรงเรียนดวงถวิลจนถึง ป.4 จาก นั้นเรียนต่อที่โรงเรียนมาแตร์เดอีจนจบมัธยมต้น และจบมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยคะแนนอันดับ 1 แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งตอนแรกจะเรียนแพทย์ แต่พอเรียนได้ 1 ปี ระหว่างเรียนก็สอบชิงทุนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้เรียนต่างประเทศ พอถึงตอนนี้ก็เริ่มไม่อยากเรียนแพทย์ต่อไป

“อยากเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ตอนแรกเรียนเป็นหมอ แต่ไม่ชอบ ซึ่งรู้ว่าไม่ชอบอยู่แล้ว แต่ก็ตั้งใจเรียน จากนั้นจึงสอบชิงทุนไปเรียนวิทยาศาสตร์ อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เรียนที่มาแตร์ฯ อยากเป็นนักทดลองอะไรทำนองนี้” ศ.ดร.นงนุชกล่าว

พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า ความจริงได้ทุน ก.พ. ถึงปริญญาเอก แต่ไม่เอา เรียนแค่ปริญญาตรี จากนั้นไปเอาทุนเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐ และเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยไอโอวา โดยที่ทั้งสองเป็นการเรียนต่อในสาขาชีวเคมี จากนั้นกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะติดใช้ทุน 6 ปี ทำงานที่มหิดลได้เกือบ 6 ปีก็ลาออก แล้วจึงกลับไปอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง โดยไปเป็นวิซิทติ้ง แอสซิสแตนท์ โปร เฟสเซอร์ (Visiting assistant professor) คือตำแหน่งลอย ๆ ทำงานได้ 3 ปีครึ่งเศษ ๆ ก็ไปมีตำแหน่งที่ฮาร์เวิร์ด เมดิคัล สคูล เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อยู่ 2 ปีครึ่ง ก็ได้ไปอยู่ที่ออตตาวา แคนาดา

ศ.ดร.นงนุชเล่าต่อไปอีกว่า อยู่แคนาดา 22 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 (พ.ศ. 2530) รีครูทไปเป็นอาจารย์ แต่ไม่ค่อยได้สอน สอนน้อย ไปตั้งแล็บทดลอง “เด็กหลอดแก้ว” หรือแล็บ ไอบีเอฟ ผสมเด็กหลอดแก้ว หรือผสมเทียม

“ในแคนาดามีอีกที่หนึ่งที่เริ่มก่อน แต่ปัจจุบันศูนย์ของเราเป็นศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา เพราะมีอัตราความสำเร็จของเด็กที่เกิดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ สาขาที่ทำเราทำเป็นเรื่องของการสืบพันธุ์ และเราก็สนใจว่าตัวอสุจิและไข่นี่ เวลาที่มาเจอกันจะเกิดอะไรขึ้น เราสนใจกลไกขั้นพื้นฐาน

คือเราไม่ได้ตั้งแล็บ แต่รัฐบาลมีเงินมา และบอกว่าต้องมีคนตั้งอันนี้ มีคนก่อตั้ง และวางแผนทุกอย่าง ก็เป็นคนสร้างห้องทดลองขึ้นมา และที่ประสบความสำเร็จก็เพราะวางแผนดี มีทั้งหมอฝีมือดีที่มาทำงาน และเราก็ช่วยเขาวางแผน เรียกว่ารอบคอบ ถี่ถ้วน และลูกน้องที่เลือกมาทำงานก็ดีหมด เมื่อ 10 ปีที่แล้วเราวางมือ พวกเขาก็ทำงานกันต่อได้ เพราะได้วางแผนอย่างเป็นระบบ และคัดเลือกคนดี ๆ เข้ามาทำงาน”

ถึงตรงนี้ ศ.ดร.นงนุชเล่าย้อนว่า สาเหตุที่ทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล 6 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่สหรัฐ เพราะไม่ชอบระบบตอนนั้น เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำวิจัย สมัยโน้นแย่มาก ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุน เงินเดือนก็ไม่พอใช้ ไม่สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของระบบราชการ ไม่ได้ส่งเสริมให้คนเป็นนักวิชาการอย่างจริง ๆ จัง ๆ ทั้งที่อาชีพนี้ต้องเสียสละ รวมถึงชีวิตส่วนตัวก็เข้ากับระบบไม่ได้ เลยต้องไป

“ในไทยมีแรงกดดันหลาย ๆ อย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รักเมืองไทย”

ศ.ดร.นงนุช เล่าต่ออีกว่า เมื่อเปรียบเทียบการทำงานวิจัยกับต่างประเทศ ในงานวิจัยก็มีการแข่งขัน ซึ่งก็อาจจะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกบ้างเป็นธรรมดา แต่ในต่างประเทศก็แข่งไปตามสิ่งที่ควรจะแข่ง มีกฎเกณฑ์ ถึงจะมีการเล่นพวก แต่ก็ไม่ได้เล่นจนกระทั่งมองไม่เห็นความสามารถคน และเรื่องของความสัมพันธ์มาก่อน

“ยกตัวอย่างเวลาจะทำวิจัย เรามีไอเดียดี เขาก็ไม่มาสนใจเราหรอก ต้องมารู้จักกันก่อน แต่ที่นั่นไม่ต้อง เพียงแต่ยกหูโทรศัพท์หรือส่ง อีเมล สนใจจะเจอกันไหม ซึ่งถ้าเจอกันแล้วเข้ากันได้ การทำงานก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ต้อง ชอบกันพอสมควร แต่ถึงไม่ชอบกันก็ทำงานด้วยกันได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไร ทำ ๆ ไป เพียงเรารู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เขาเป็นอย่างไร ก็ยอมรับกัน ก็ทำงานด้วยกันได้ จุดสำคัญคือเราจะผลิตงานด้วยกัน ทุกคนก็คิดเหมือนกัน ซึ่งจะไม่นำเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องเลย”

บรรยากาศที่ทำงานที่ประเทศแคนาดา ศ.ดร.นงนุชบอกว่าก็มีการแข่งขันกันสูง แต่เป็นการแข่งขันด้วยจรรยา ช่วยกันได้ก็จะช่วยกัน แข่งด้วยความยุติธรรม ถ้าต้องการให้ช่วยเหลือกันก็ช่วย ซึ่ง 95% ช่วยเหลือกัน

“การทำงาน แม้ว่าเราจะทำงานในสถาบันวิจัย แต่ถ้า 2-3 ปีเราไม่ได้เงินวิจัย เราก็จะถูกพิจารณา จึงต้อง กระตือรือร้น มีการประเมินทุกปี และทุกครั้งที่เดินทางกลับมาเมืองไทย ก็จะทำงาน”

กับการมาเมืองไทยครั้งล่าสุด ซึ่งทีม “วิถีชีวิต” มีโอกาสได้สนทนาด้วย ศ.ดร. นงนุชเผยว่า มีโอกาสรับรอง ดร.รอส วิลคิน สัน ในประเทศไทย ซึ่งคุณหมอรอส ประจำอยู่ ณ โรงพยาบาลออตตาวา มหาวิทยาลัยออตตาวา เป็นผู้เชี่ยวชาญมากทางด้านการศัลยกรรมกระดูกและไขข้อ มีความชำนาญพิเศษ โดยคุณหมอรอส และ ศ.ดร.นงนุช ได้เข้าเยี่ยมโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และโรงพยาบาลมหาราช จ.เชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการแพทย์

โดยเฉพาะกรรมวิธีการศัลยกรรม และการค้นหาตัวไบโอมาร์กเกอร์ของโรคกระดูกและไขข้อ ซึ่งในวิทยาการทางด้านนี้ทั้งคุณหมอรอส และ ศ.ดร.นงนุช จะร่วมทำงานวิจัยกับ รศ.ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ ของแผนกชีวเคมี และ ผศ.นพ.โอฬาร อาภรณ์ชยานนท์, นพ.ประสิทธิ์ วงศ์ตรีรัตนชัย, นพ.ศิริชัย ลือวิฑูรเวชกิจ, นพ.ชนะการ พรพัฒน์กุล, นพ.กสิสิน กลั่นกลิ่น ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประโยคที่ว่า “ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รักเมืองไทย” ซึ่ง ศ.ดร.นงนุชบอกไว้แต่ต้นนั้น กับการร่วมทำวิจัยกับบุคคลระดับคลังสมองของไทยในไทย ก็ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี พิสูจน์ว่า “ศ.ดร.นงนุช ตันไพจิตร” คนนี้ก็รักเมืองไทย และยังพิสูจน์ได้ด้วยว่าคนไทยทุกคนร่วมทำประโยชน์เพื่อเมืองไทยได้…ไม่ว่า จะอยู่ที่ใดในโลก !!.

ภารกิจงานวิจัย 3 ด้านหลัก

ศ.ดร.นงนุช ตันไพจิตร เผยถึงงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ว่า ตอนนี้มีอยู่ 3 เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ทำมา 30 ปี คือเรื่องการช่วยคนเป็นหมัน คือผสมเทียม และสร้างยาคุมกำเนิดเฉพาะที่ที่ไม่เข้าระบบเลือด มีผลแทรกซ้อนน้อย ซึ่งมีตัวเลือก 1-22 ตัวที่พอจะใช้ได้ ถัดมาเป็นเรื่องเอดส์ ทำเรื่องสร้างไขมันเอสจีจีเป็นตัวรับเชื้อเอชไอวี เพื่อเป็นการสกัดเชื้อเข้าไปในช่องคลอด งานวิจัยนี้ปัจจุบันเพิ่งเริ่มต้น แต่คิดว่าจะมีผลในอีกไม่นาน

ส่วนงานวิจัยเรื่องที่ 3 เป็นเหตุของการมาเมืองไทยในครั้งนี้ มาทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในไทย คือเกี่ยวกับศัลยกรรมโรคกระดูกและไขข้อ ซึ่งตัวเองก็เป็นไขข้อเสื่อมเช่นกัน ส่วนงานวิจัยนั้น ดร.รอส วิลคินสัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ที่มาร่วมกันทำวิจัย สนใจว่าคนที่เส้นเอ็นฉีกขาดนั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาต่อไปจะเป็นอย่างไร โดยที่เมืองไทยคนที่เอ็นฉีกขาดมีจำนวนมากจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์คว่ำ ในต่างประเทศกรณีนี้มักมีสาเหตุมาจากการเล่นกีฬา ส่วนที่ไทยมีทั้งที่เป็นเพราะกีฬา และเปอร์เซ็นต์สูงมาจากมอเตอร์ไซค์

“โครงการก็ค่อย ๆ ทำไป เพราะปัจจุบันยังไม่มีเงินทุนมากนัก ซึ่งก็คาดหวังกันว่าต่อไปอาจจะสามารถหาเงินบริจาคมาเป็นทุนสำหรับทำวิจัยได้ อย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.นงนุชระบุ.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล / เชาวลี ชุมขำ : รายงาน
กมล คำแหง : ภาพ

Read Full Post »

อ่านบทความ “มีโอกาสไปสหรัฐอเมริกาด้วยทุนศรีตรังทอง และโครงการพิสิฐวิธาน คณะวิทย์” ในมหิดลสาร ฉบับเดือนกันยายน 2552
http://www.mahidol.ac.th/muthai/gazette/30-9-52/teaching.htm

scholar

Read Full Post »

บทสัมภาษณ์ ดร. เทียนทอง ทองพันชั่ง ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหิดล
ในนิตยสารอัพเดท (UpDate) ฉบับที่ 240 พ.ศ. 2550 หน้า 70-71

Read Full Post »